ตามรอยพระเจ้าล้านตื้อ (พระเจ้าทองทิพย์)

ประวัติศาสตร์ลำน้ำโขงเมืองเชียงแสน


จากคำบอกเล่าของชาวเชียงแสน ที่บันทึกไว้ในหนังสือตามรอยพระเจ้าล้านทองทิพ (พระเจ้าล้านตื้อ) ประวัติศาสตร์ลำน้ำโขงเมืองเชียงแสน (หาซื้อได้ ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เชียงแสน กล่าวว่าคืนพบพระพุทธรูปกลางลำน้ำโขงครั้งแรก

เมื่อราวปี พ.ศ. 2479 พรานหาปลา ผู้หนึ่งทอดแหหาปลาอยู่กลางน้ำโขงบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงแสน ได้เห็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่โพล่ขึ้นมากลางน้ำจำได้ว่ามีพระรัศมีบนพระเกศาและเห็นส่วนพระเศียรเพียงแค่พระหนุ แต่อย่างไรก็ตาม การพบเห็นของพรานปลาผู้นั้นขัดกับหลักฐานที่ปรากฏ อยู่ในปัจจุบันที่ว่าการค้นพบพระรัศมีนั้นพบก่อน ปี พ.ศ.2466 เมื่อครั้งแรกได้นำไปประดิษฐานไว้ที่วัดคว้าง (หลังตลาดเชียงแสน) ต่อมาย้ายไปรักษาที่วัดปงสนุก และวัดมุงเมือง ตามลำดับ เมื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ เสร็จจึงนำออกแสดงจนมาถึงทุกวันนี้

ต่อมาในปี พ.ศ.2488 มีพรานปลาอีกคนหนึ่งพบเสาวิหารขนาดใหญ่จำนวน 2-3 ต้นล้มทับกันจมอยู่ในน้ำโขงลึกลาว 4 เมตร ที่บริเวณสามแยกหน้าสถานีตำรวจ ครั้นถึงปี พ.ศ. 2492 – 2493 มีชาวลาวอพยพมาตั้งถิ่นฐานในอำเภอเชียงแสนฝันว่าพระพุทธรูปล้มคว่ำพระเศียรลง หันไปทางทิศใต้ ดังนั้นราวเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ของปีเดียวกันนั้นจึงมีการลงคลำหาพระพุทธรูปกันอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากตั้งศาลเพียงตาขึ้นในบริเวณเกาะดอนแท่นและทำพิธีบวงสรวงพระพุทธรูปเตรียมเรือเหล็กขนาดใหญ่ 2 ลำ พร้อมช้าง 3- 4เชือก นิมนต์พระสงฆ์ทำพิธี เนื่องจากกระแสน้ำแรงและเย็นมากจึงไม่อาจพบพระรูปแต่อย่างใดต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนมีนาคม พ.ศ.2509 บริษัทอิตาเลียน – ไทย จำกัดได้สัมปทานการสร้างสนามบินในหลวงพระบางมาพักอยู่ที่เชียงแสน(สมัยนั้นการเดินทางไปหลวงพระบางต้องใช้วิธีการเดินเรือจากเชียงแสนไปถึงจะสะดวกที่สุด) นายชูสง่า ไชยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ขณะนั้นจึงได้ให้ทางบริษัทฯ ดังกล่าว ส่งนักประดาน้ำและอุปกรณ์ต่างๆดำเพื่อค้นหาและกู้เอาพระพุทธรูปขึ้นมา ซึ่งเป็นจุดที่เกาะกลางน้ำตรงหน้าสถานีตำรวจฯบริเวณดังกล่าวเป็นน้ำวน เชี่ยวมาก นักประดาน้ำทนความเย็นไม่ไหวการค้นหาในตอนนั้นจึงไม่ประสบผลสำเร็จ ได้เพียงพระพุทธรูปองค์เล็ก และโบราณวัตถุอื่นๆอีกเพียงเล็กน้อยจึงหยุดค้นหา

การค้นหาพระพุทธรูปที่จมอยู่ในลำน้ำโขง ตั้งแต่การพบครั้งแรกจนกระทั้งถึงทุกวันนี้กว่า ๗๐ ปีแล้วเรื่องราวยังเป็นที่สนใจและถูกเล่าขานผ่านลูกหลานชาวเชียงแสน เมื่อสืบทอดผ่านกันมาจึงกลายเป็นตำนานและนิทานพื้นบ้านพระพุทธรูปนวล้านตื้อ (จำลอง) หากท่านที่ไปเที่ยวเชียงแสนผ่านไปทางป้ายสามเหลี่ยมทองคำ เลยไปทางร้านค้าของที่ระลึกต่างๆ ท่านจะได้พบเห็นองค์พระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่ น้ำหนัก 69 ตัน เฉพาะองค์พระตักกว้าง 9.99 เมตร สูง 15 เมตร ประทับอยู่บนเรือนแก้วกุศลธรรมขนาดใหญ่อีกทั้งยังมีตุง(ธง) เฉลิมพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบรมราชินีนาถฯ อยู่เบื้องข้างพระพุทธรูปองค์นี้ขนาดนามว่า “พระพุทธนวล้านตื้อ”

ประวัติความเป็นมาของ "พระพุทธนวล้านตื้อ"
เชียงแสนสี่แผ่นดินเฉลิมพระเกียรติฯ

เนื่องจากในมหามงคลสมับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2547 กระทรวงมหาดไทย คณะสงฆ์และจังหวัดเชียงรายได้จัดสร้างพระพุทธนวล้านตื้อ เชียงแสนสี่แผ่นดินเฉลิมพระเกียรติฯ ขนาดหน้าตักกว้าง 9.99 เมตร สูง 15 เมตรประดิษฐาน ณ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

อำเภอเชียงแสนเป็นถิ่นแห่งประวัติศาสตร์ แหล่งอริยธรรมมากมายโดยเฉพาะในด้านพุทธ ศาสนาซึ่งเป็นที่ทราบดีของชาวล้านนาและได้เคยค้นพบพระรัศมีสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่จากลำแม่น้ำโขงหน้าเมืองเชียงแสน

กระทรวงมหาดไทย คณะสงฆ์และจังหวัดเชียงราย จึงมีความเห็นร่วมกันว่าดินแดนเชียงแสนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และแหล่งประวัติศาสตร์อารยธรรมรวมทั้งพระเจ้าล้านตื้อถือเป็น ที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงซึ่งหากค้นพบและสามารถนำขึ้นมาจากลำน้ำโขงได้ก็จะอาจมีปัญหาในการอ้างสิทธิ

ความเป็นเจ้าของจนอาจกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศและพุทธศาสนิกชน ในอนุภาคลุ่มน้ำโขงได้ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเห็นชอบร่วมกันว่าควรจะถือเอาพระพุทธรูปเชียงแสน สี่แผ่นดินเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ได้จัดสร้างไว้ถวายเป็นมหามงคลแด่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ณ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เป็นองค์แทนพระเจ้าล้านตื้อ โดยร่วมใจกันถวายนามว่า พระพุทธนวล้านตื้อ เชียงแสนสี่แผ่นดินเฉลิมพระเกียรติฯ


พิธีเบิกพระเนตร-บรรจุพระหทัย
พระพุทธนวล้านตื้อ 11-12 มิถุนายน 48 โดยเจ้าครูบาบุญชุ่ม ญาณสวโร